ปัดฝุ่น

posted on 01 Sep 2011 18:44 by lamzkung
"กินข้าวหรือยัง"
"สบายดีไหม"
"จะไปไหนเหรอ"
"ทำอะไรอยู่"
 
ทุกวันตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมา หลายคนอาจเจอแต่คำถามวกวนวนเวียนอยู่ไม่กี่โจทย์
แต่เชื่อว่าทุกคนคงชินและช่ำชองกับโจทย์เด็กๆแบบนี้กันทั้งนั้น
ประโยคมรรยาทถูกนำมาใช้ เพื่อเป็นสะพานสู่บทสนทนาของคนสองคน
แต่ในบางครั้ง บางโจทย์ อาจทำให้วันนั้น ดูไม่เหมือนวันที่ผ่านมา
 
"เรายังเหมือนเดิมใช่ไหม"
"งานที่ให้ส่งเมื่อไหร่จะเสร็จ"
"พรุ่งนี้จะหายป่วยทันไหม"
 
และ "คุณฝันอยากเป็นอะไร"
 
โจทย์รอบสองที่ให้ไป คำตอบอาจจะผ่านกระบวนการไตร่ตรองมากกว่าเดิม
บางคนอาจใช้อารมณ์ เหตุผล จินตนาการ ข้ออ้าง หรือตอบเพื่อเอาใจอีกคน
แต่ผมคิดว่า เหมือนในห้วงลมหายใจบางจังหวะ เรายังคาดหวังในอนาคตอยู่
 
ผมจำไม่ได้ว่าคำถาม "โตขึ้นอยากเป็นอะไร" ที่เคยถูกพิธีกรงานวันเด็กถามบ่อยๆตอนขึ้นไปร่วมสนุกบนเวที
ตอนนั้นตอบกลับไปว่าอะไร อาจตอบว่าอยากเป็นไอ้มดแดง เครื่องบินกระดาษ ลูกโป่งมังกร หรือคนขายไอศครีม
แต่เมื่อวัยล่วงเลยไป ทุกครั้งทีไ่ด้ยินใครสักคนหยิบยื่นคำถามนี้ไปสู่ใครสักคน
กลับรู้สึกสนใจ อยากฟัง และแอบยิ้มอยู่บ่อยๆ 
 
แล้วถ้าตอนนี้ พิธีกรงานวันเด็กครั้งนั้น กลับมาเจออีกครั้ง ถามคำถามเดิม
ผมคิดว่า เด็กๆเหล่านั้น.........

"ผมอยากเป็นตำรวจครับ แต่ตอนนี้คงยาก เพราะผมไม่ได้สอบเข้ารร.นายร้อยแต่แรก"
"ผมอยากเป็นนักร้องครับ แต่ตอนนี้แก่แล้ว ประกวดมาก็เยอะ ผมคงไม่เหมาะแล้ว"
"ผมอยากเปิดร้านอาหารครับ แต่ตอนนี้ยังไม่มีเงินเลย"
 
คงเป็นเพราะ เวลาแห่งอนาคตถูกเีราสัมผัส ทำให้มีเหตุผลในการใช้ชีวิตเพิ่มมากขึ้น เข้าใจโลกมากขึ้น

จินตนาการยังคงอยู่ แต่ถูกปิดกั้นด้วยกำแพงความคิดของสังคม

เราน่าจะจำความฝันนั้นได้ แต่เลือกเก็บวางไว้ในกล่องหรือตู้โชว์สักมุมหนึ่งของบ้าน
 
กลัวมันชำรุด ทรุดโทรม หรือเสื่อมลง มากกว่าการทำไปใช้ ทดลอง พิสูจน์ หาสิ่งที่ดี
 
---------------------------------------------------------------------------------------------------
 
ด้วยความบังเอิญ ผมซวยดันไปเจอพิธีกรคนนั้นมาเหมือนกันเมื่อวาน ผมก็เลยตอบเขาไปว่า

"ผมเคยฝันอยากเป็นไอ้มดแดงครับ แต่ตอนนี้ผมอยากเป็นกัปตันอเมริกาแล้วครับ"

เขาทำหน้างงๆ "ทำไมล่ะครับ"

"ก็แต่ก่อนเวลาแม่พาไปดูหนัง คนถือโปสเตอร์ไอ้มดแดงเต็มเลย
แต่ตอนนี้แก้วน้ำที่ทุกคนถืออยู่โรงหนังเป็นแก้วกัปตันอเมริกาหมดแล้วอ่ะครับ ผมอยากเป็นแบบนั้นอยู่"
ผมตอบด้วยความภูมิใจ

เห็นเช่นแล้ว พิธีกรเลยให้รางวัลเป็นโมเดลสัตว์ประหลาดมาหนึ่งตัว

คืนนั้นผมกลับมานอนเล่น ทำเสียง ปล่อยพลัง ต่อสู้กับโมเดล จนเสียดึกดื่น

ฟังดูแล้วอาจจะปัญญาอ่อน ไม่มีแก่นสาร สำหรับคนที่ใช้ชีวิตบนคำถามที่จะต้องมีคำตอบของเหตุผลสักหน่อย
 
แต่อย่างน้อยขอแค่ให้ความฝันยังอยู่ ยังคงดำเนินไป ผมเชื่อว่ามันแปรรูปไปทางที่ดีได้ แต่ในทิศทางเดิม
 
แล้วคุณล่ะ เผื่อบังเอิญเจอพี่เขา คุณจะมีคำตอบว่าอย่างไร????????????????
 

พรุ่งนี้เพื่อเมื่อวาน

posted on 07 Apr 2011 14:37 by lamzkung
มีหลายคนเคยพร่ำบอกไว้ว่า เรามีชีวิตอยู่เพื่อปัจจุบัน เพื่อพรุ่งนี้ เพื่ออนาคตที่ดีๆ

แต่สำหรับผม มีหลายครั้งที่ใช้ชีวิต "อยู่เพื่อเมื่อวาน"

เคยไหมครับ ที่เราต้องตามแก้อะไรที่เคยทำไ้ว้ในอดีตอย่างไม่รู้จบ แก้สิ่งที่เราสร้างขึ้น ที่เกิดขึ้นมาเพราะความโง่เขลาเบาปัญญาในครั้งสติยังมีไม่มากพอ
 
บางคนไม่สามารถแก้ไขได้ จนต้องยอมจำนน ใช้ชีวิตไปควบคู่กับวันเมื่อวานมาโดยตลอด
 
2 ปีที่ผ่านมา ผมก็เป็นเช่นนั้นและยังเป็นเช่นนั้นอยู่ ซึ่งเรื่องของผมมันก็ไม่ได้หนักหนาสาหัสอย่างที่คิดกันหรอกครับ ผมไม่ได้ทำใครท้อง ผมไม่ได้ฆ่าใคร ผมแค่ต้องชดใช้ตัวตนที่ผมไม่เคยปล่อยวาง ตัวตนที่ใครหลายคนหวงแหนและหลงงมงายกับมัน
 
บางทีภาพลักษณ์ที่เราสวมใส่มันอาจมีราคาแพงมากกว่าเสื้อผ้าแบรนด์เนมเสียอีก
 
ตำรวจจะยอมให้ยามจับขังคุกได้หรือไม่?
พยาบาลจะยอมให้นักฟุตบอลฉีดยาหรือเปล่า?
หรืออาจารย์จะยอมนั่งฟังนักเรียนพร่ำสอนได้ไหม?
 
ผมเคยได้ยินครับ ได้ยินบ่อยด้วย ว่า อัตตา ของมนุษย์เป็นสิ่งที่อันตราย และดูท่ามันจะจริงด้วย เพราะผมลองเพียงแค่คิดว่า หากผมเป็นใครสักคนที่มีหน้าที่ มีหน้ามีตาในสังคม แต่ผมจะทำหน้าที่ตามสถานะหรือเวลาของงานที่กำหนด หลังจากนั้น ผมจะไหว้ จะให้เกียรติทุกคน เพราะทุกคนเป็นคนเหมือนกัน แค่คิดก็สบายใจแล้วครับ
 
จริงๆแล้ว ไม่เคยมีใครบังคับเราหรอกครับ หรือหากมีใครบังคับเราแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะฟังหรือไม่ แม้สังคมอาจมีส่วนช่วยประกอบสร้างตัวตนของเรา แต่ของอย่างนี้มันอยู่ตัวเรา ของเราล้วนๆเลยครับ
 
พูดไปก็อยากจะย้อนเวลา แต่ก็รู้ๆกันอยู่มันทำได้ที่ไหน คำว่า "โอกาส" ก็ไม่วิ่งผ่านบ่อยรถประจำทาง ทำให้การตัดสินใจเพียงชั่ววูบ มันตัดสินชีวิตของเรา
 
ตอนนี้ผมมีทุกอย่างที่ีดีรออยู่ แต่เมื่อวานอาจทำให้ผมไม่มีโอกาสใช้มัน
 
พรุ่งนี้แล้วครับ พรุ่งนี้ที่ผมมีโอกาส โอกาสที่จะตัดสินชีวิตว่า อัตตาที่ผมไม่ยอมถอดวันนั้น จะยอมจำนนให้ผมอยู่กับวันเมื่อวาน
 
หรือวันพรุ่งนี้กันแน่....
 

ครั้งหนึ่งในโบกี้

posted on 01 Jul 2010 19:26 by lamzkung
               ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เด็กบ้านนอกคนหนึ่ง จะบีบพื้นที่โล่งกว้างอย่างในท้องนา ให้เหลือเพียงห้องเล็กๆ ในเมืองกรุง เพื่อดำเนินชีวิตภายใต้สถานะเด็กฝึกงาน การเข้ามาใช้ชีวิตในกรุงเทพจึงเปรียบเสมือนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต  
                รถไฟฟ้ามหานคร จึงกลายเป็นเพื่อนอันแสนซื่อสัตย์ ที่สั่งสอนจากประสบการณ์ครั้งก่อนเคยเข้าเมืองกรุง ที่โดนแท็กซี่ขับรถอ้อมหลอกกินเงินเด็กตาดำๆ จนแทบไม่มีเหลือกินไปทั้งสัปดาห์
                ป้ายแผนที่บอกสถานีจุดหมายปลายทาง เสริมสร้างความมั่นใจทุกครั้งที่เดินทาง แม้ช่วงแรกอาจจะงงเป็นไก่ตาแตก กับการหยอดเหรียญ สแกนบัตร จนปล่อยให้ประตูหนีบ ท่ามกลางประชาชี ถึงจะเรียนรู้ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาเลิกใช้บริการเจ้าโบกี้ใต้ซีเมนต์ แม้แต่น้อย
                สำหรับบางคนการอยู่ในสถานที่แออัด พลุกพล่าน อาจจะทำให้ไม่เหงา แต่สำหรับเขามันกลับยิ่งทำให้ความรู้สึกนั้นซ้ำเติมลงไป ภาพของแม่จูงลูกขึ้นรถไฟเพื่อไปโรงเรียน ยิ่งทำให้สะกิดใจคิดถึงใครบางคน
                บนความเร่งด่วนของชีวิตใครหลายคน ไม่มีใครสนใจใคร แต่รายละเอียดเหล่านั้น กลับทำให้เขาเติมเต็ม เข้าใจ ความเป็นไปของมนุษย์มากขึ้น
                ภาพพนักงานเก็บกู้ระเบิด จูงสุนัขตำรวจพันธุ์ลาบาดอร์เข้ามาในโบกี้ เพื่อขอพื้นที่โดยสาร แต่กลับไร้น้ำใจจากเพื่อนมนุษย์ จนมันต้องหลบไปอยู่ท้ายโบกี้ และนอนลงอย่างเจียมตัว โดยไม่เบียดเบียนผู้ใด
                เขาได้แต่คิดในใจ ถึงการวางตัวที่ดีและการมีน้ำใจในสังคม
                ภาพหญิงสาวสองคนผู้พิการทางหู ยืนใช้ภาษามือสนทนากัน โดยยืนห่างกันคนละฝั่ง แต่การสื่อสารนั้นสามารถทะลุผ่านฝูงชนที่กำลังโหนรถไฟฟ้า แถมยังไม่ได้สร้างความรำคาญให้ใคร
                เขาได้อมยิ้มและคิดในใจถึงนิสัยแย่ๆ ของคนที่เคยส่งเสียงดัง ไร้มรรยาทในสถานที่ห้ามใช้เสียง
                ภาพคู่รักคู่หนึ่ง จู๋จี๋ ประคองกัน ขณะที่รถไฟฟ้าเคลื่อนไปด้วยความเร็ว สองมือโอบล้อมด้วยความเป็นห่วง เสมือนทั้งขบวนมีเพียงเขาและเธอ
                เขาได้แต่เหงาใจ และยินดีกับความโชคดีของทั้งคู่
                และภาพสุดท้าย ภาพของหนุ่มตี๋คนหนึ่งนั่งแชทบีบีที่ปล่อยให้ป้าแก่ๆคนหนึ่งยืนเซไปมาอยู่ตรงหน้า สร้างความสะเทือนใจให้เขาเป็นอย่างมาก ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เขารู้สึกว่านี่ คือ กำแพงของคนเมือง เพราะนับวันต่างคนต่างมองหน้ากันน้อยลง ล้วนแต่คุยกันผ่านเทคโนโลยี ทั้งที่มิตรภาพดีๆมันอาจอยู่ใกล้แค่ตรงหน้า ทำให้คนเราพลาดอะไรบางอย่างไป
                หากไม่มีบีบี ป้าคงได้นั่ง หนุ่มสาวบางคู่อาจจะได้สบตากัน และรักกัน อย่างสัมผัสได้จริง
                ติ๊ด...ติ๊ด....ติ๊ด สัญญาณเตือนดังให้รีบก้าวเท้าออกจากรถไฟ เขานึกเพลินจนเกือบวิ่งออกไม่ทัน รถไฟเคลื่อนออกจากสถานี เขาขึ้นบันไดเลื่อนและกดเปลี่ยนเพลงจากเครื่องเล่นยุคดึกดำบรรพ์