บนโลกแห่งความจริง

posted on 08 Jun 2008 10:22 by lamzkung

บนโลกนี้ ความฝันกับความจริง มันแตกต่างกันอย่างโหดร้าย

เกือบ 4 ปีแล้วละ ที่ผมติดรายการเรียลลิตี้โชว์ ที่มีนามว่า อะคาเดมี่ แฟนเทเซีย ด้วยความที่เป็นอะไรเหมือนๆกัน โดยเฉพาะการล่าฝัน ได้เห็นทุกขั้นตอนกว่าจะมายืนถึงจุดๆนี้ ช่างลำบาก บางปีผมเป็นแฟนคลับตัวยงของนักล่าฝัน บางปีผมกลับไม่สนใจใครเลย

ถ้ามองกันในแง่ร้ายๆ มันคงแย่มากเลยเนอะ ถ้าคนคนหนึ่งมีความฝัน แล้วความฝันของเขาเป็นแค่เครื่องมือธุรกิจของใครคนหนึ่ง ซึ่งบางครั้งเอเอฟทำให้ผมเห็นอะไรบางอย่าง

ซีซั่นที่ 1 เขาว่าการเริ่มต้นที่ดีมีชัยไปกว่าขึ้น คุณทราบไหมว่า เอเอฟรุ่นหนึ่งมีนักร้องคุณภาพเยอะแยะเลยทีเดียว แต่ปัจจุบันคนที่เรารู้จักกลับมีแต่ อ็อฟ ปองศักดิ์ นั่นก็เป็นหนึ่งในอายุขัยที่รายการสร้างให้คุณ เนื่องจากเอเอฟจัดขึ้นในทุกๆปี เมื่อปีต่อไปมา ของใหม่ก็ต้องมาแทนที่ของเก่าเป็นธรรมดา

              พี่น้ำตาลหนึ่งในนักล่าฝันรุ่น 1 ที่ผมชื่นชอบ เวลาที่คุณเจอดารา คงไม่แปลกถ้าคุณอยากใกล้ชิดดารา หลายครั้งที่ผมพบเจอดาราชื่อดังกลับไม่ได้ความรู้สึกประทับใจกลับมาซักครา ความประทับใจเกิดขึ้น ไม่ว่าผมจะขอถ่ายรูป ไปคุย กับพี่เขาอยู่หลังเวที รับรู้ได้ว่าพี่เขาเป็นกันเอง ไม่รู้สึกอึดอัด จนผมเกรงใจรู้สึกอึดอัดเอง สิ่งที่ไม่คาดฝันมากกว่านั้น ระหว่างที่ผมนั่งรอพี่เขาเล่นคอนเสิร์ตเสร็จ พี่เขาลงเวทีพร้อมกับดอกไม้จำนวนหนึ่งที่แฟนๆหน้าเวทีมอบให้มา กลับเดินตรงมาที่ผม มานั่งลงข้างๆ แล้วเอ่ยขอบคุณน่ะ ยื่นดอกกุหลาบให้หนึ่งดอก หลายคนคงคิดว่าแค่ดอกไม้ดอกเดียวคงไม่มีค่า แต่วินาทีนั้นผมปลื้มใจจนบอกไม่ถูก

               หลังจากนั้นมาผมก็ติดตามผลงานของพี่เขามาตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง โกสเกมส์ ล่าท้าผี ผลงานเพลงต่างๆ เรื่องที่น่าตกใจคือมาทราบอีกที ว่าพี่น้ำตาลมีภาระมากมายเหลือเกิน ผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง ต้องใช้หนี้ที่บ้าน แถมต้องดูแลส่งน้องเรียนอีกตั้ง 2 คน ความน่าสงสารและเข้าใจในตัวพี่เขาเกิดขึ้น เนื่องจากหลายปีแล้วที่ผลงานของพี่เขาโดนดองเหมือนนักล่าฝันคนอื่นๆในรุ่นที่ได้ออกเพียงอัลบั้มเดียวเท่านั้น

                นักล่าฝันส่วนใหญ่มาตามล่าความฝัน ด้วยเหตุใหญ่ๆสองประการคือ ต้องการทำความฝันตัวเองให้สำเร็จ และต้องการแบ่งเบาภาระของทางบ้าน เลยมุ่งหาหนทางต่างๆนานาที่จะทำให้ชีวิตพวกเขาดีขึ้น

ไม่รู้คุณจะเสียใจแค่ไหน ถ้าความฝันของคุณ ถูกทำให้เป็นเครื่องมือสร้างความบันเทิงเพื่อธุรกิจเท่านั้น!

ซีซั่นที่ 2 ตอนต่อไป

เพลง..เขาคือเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน

เขา..เป็นยิ่งกว่าเครื่องหมายแทนอารมณ์

กับ..ความตั้งใจความรักที่มั่นคง

ฉัน..จึงลงมือเขียนเพลงอีกครั้ง

จับปากกาเตรียมเขียนโน้ตและเนื้อ

แต่เท่าไหร่ เหมือนมันเฉื่อย ไม่โลดแล่น

หรือเพราะว่า เรื่องราวความรักความรู้สึกในอ้อมแขน

มันเหินห่างหรือถ่าถ่มเกินบรรยาย

ถึงยังไง ยังไม่ลดความพยายาม

ลองเริ่มสร้างดนตรีด้วยมือฉัน

ดีดกีต้าร์ขึ้นลงพัลวัน แต่กระนั้นเสียงเพลงยิ่งวอดวาย

ไม่นานนัก ไอ้ความโกธรโดดสู่ฉัน

เริ่มอัดอั้นตันใจทำไมหนอ

เพลงที่ฉันอยากจะเขียนให้คนที่เฝ้ารอ

ฉันยังท้อ ไม่มีความสามารถจะทำมัน

กำปากกา ดีดเส้นสาย ด้วยโทโส

กลับให้โทษ ความเจ็บมาสู่ฉัน

ทนไม่ได้ วิ่งออกบ้านฉับใดพลัน

เผื่อความฝัน ในนิทราจะจางไป

พอใจเย็น ก็เริ่มเห็นความผิดพลาด

บางครั้งเราก็ขาด สัมปะโย

เพลงคือเพลง คือศิลปะไม่ใช่ความโมโห

เหมือนดั่งโปร สร้างสรรค์สวรรค์ของงาน

แต่ก่อนนั้นฉันเขียนเพลงด้วยความรัก

เพราะความรัก สร้างสิ่งธรรมดาให้บัดดล

ฉันก็ทนทำเพลงสำราญใจ

แต่ตอนนี้ไม่มีเพลงด้วยความรัก

แค่ว่า รัก ฉันยังไม่คุ้นหู

รู้ครั้งหนึ่งฉันนั้นยืนมองดู ยังหดหู่หัวใจไปหลายวัน

หวัง ฉันหวังว่าเพลงฉันต้องมีแน่

ถ้าไม่แก่ ไม่มีความรัก เด๋วก็รู้

เพลงคือเพลง เสียงสวรรค์ที่ฉันสู้ แล้วคอยดู

"บทเพลงกู่สร้างความรักในทันใด" 

 

มันต้องอย่างงี้สิ

posted on 13 May 2008 17:13 by lamzkung

DREAMGIRLS หนังเพลงที่ลงตัวและได้เข้าชิงออสการ์ถึง 8 สาขา

จุดเด่นและเสน่ห์ของภาพยนตร์ DREAMGIRL นี้คือ เสียงเพลงที่เปรียบเสมือนพระเอกหรือตัวเดินเรื่อง ภาพยนตร์เรื่องนี้จะนำเพลงเข้ามาในตอนที่อารมณ์ของผู้ชมกำลังใจคล้อยตาม ยิ่งได้ฟังเสียงเพลงเพราะๆและเนื้อเพลงดีดี ยิ่งทำให้เข้าใจความรู้สึกลึกซึ้งมากขึ้นไปอีก เพราะปัจจุบันเสียงเพลงเป็นเครื่องมือของสื่อที่ดีที่สุด เพราะสามารถสื่ออารมณ์ได้หลายรูปแบบ จะสังเกตได้จากสื่อต่างๆ อย่างเช่น สื่อโทรทัศน์ในโฆษณาดังๆที่ผู้คนจดจำได้  เสียงเรียกเข้า,เสียงรอสายของโทรศัพท์มือถือที่นิยมใช้ในปัจจุบัน เป็นต้น                เรื่องนี้ยังสะท้อนให้เห็นปัญหาความขัดแย้งหลักในสังคมตะวันตก(ทฤษฎีพื้นฐานของมาร์กซิสต์) โดยในเรื่องกล่าวถึง ปัญหาเหยียดสีผิวระหว่างกลุ่มคนผิวดำและคนผิวขาว โดยที่ผู้คนในสังคมตะวันตกส่วนใหญ่ถูกปลูกฝังว่า คนผิวดำ น่ารังเกียจ ไม่มีคุณค่า ไม่สามารถอยู่ในสังคมร่วมกับคนขาวได้ ตัวอย่างในเรื่องเช่น                จิมมี่ เออรี่ นักร้องผิวดำชื่อดัง ที่โด่งดังเฉพาะกลุ่มคนผิวดำเหมือนกัน เขามีความฝันที่จะก้าวขึ้นไปเป็นนักร้องซุปเปอร์สตาร์ระดับประเทศ แต่สังคมส่วนใหญ่ยังต่อต้านและไม่ยอมรับกลุ่มคนผิวดำมากเท่าไหร่ ทำให้เส้นทางของจิมมี่ยากลำบากมากกว่าเดิม                 เคอร์ติส ผู้จัดการค่ายเพลงของกลุ่มคนดำ คิดว่าถ้าเขาอยากดัง เขาต้องครอบงำสื่อให้ได้(ตามทฤษฎี Hegemomony) เขาจึงรวมมือกับพรรคพวกออกหาเงินทุน เพื่อยัดเงินให้สื่อวิทยุนำเสนอผลงานของพวกเขา เพราะสถานีของคนผิวขาว จะไม่เปิดเพลงของคนผิวดำ เคอร์ติสจึงต้องยัดใต้โต๊ะเพื่อโปรโมตเพลง สื่อทำให้ดังได้จริงหรือ?          ทฤษฎีหน้าที่นิยม (Functionalism) มองว่าสื่อมวลชนมีพลังในการกำหนดทิศทางของสังคม การนำเสนอของสื่อทำให้ผู้รับสารคล้อยตาม อย่างเช่นในเรื่อง ทางเคอร์ติสให้สื่อวิทยุเล่นเพลงของเขาบ่อยๆจนผู้ฟังติดหู หรือให้ดีเจผู้ชักจูงว่าเพลงของพวกเขา ไพเราะ เนื้อหาดี เมื่อผู้รับได้รับฟังบ่อยๆจนเกิดการยอมรับโดยปริยาย (Traditional Theory)          ในเมื่อผู้ฟังเกิดความชื่นชอบขึ้น ฟังเพลงของค่ายเคอร์ติสบ่อยๆ ทำให้เกิดกระแสการบริโภคนิยม(ตามหลักทฤษฏีของสำนัก Frankfurt) จึงเข้าตามแผนการของเคอร์ติสในการผลิตเพลงเพื่อสนองความต้องการของตัวเขาเอง เมื่อเขาผลิตเพลงอะไรออกมาสู่มวลชน ก็เป็นการง่ายต่อการค้าขาย วัฒนธรรมของสังคมถูกทำให้กลายมาเป็น สินค้า                สังคมคนผิวขาวในเรื่องชอบที่ฟังเพลงแนว pop แต่ศิลปินคนดำในค่ายเพลงเคอร์ติส เป็นศิลปินแนว R&B ซึ่งในเมื่อเขาต้องการตีตลาด เขาต้องลดทอนให้เหลือในแง่มุมที่ทำให้ ขายได้ เท่านั้น เขาจึงปั่นหัวศิลปินในค่ายให้ยอมทำเพลงแนว pop ออกสู่ตลาด กลยุทธ์ในการสร้างภาพลักษณ์                เดิมทีนักร้องนำวง DREAMGIRLS เป็นเจฟฟี่ ผู้ที่มีพลังเสียงดุดันแต่รูปร่างใหญ่ ไม่เอื้ออำนวยต่อการดึงดูดใจซักเท่าไหร่ ประจวบเหมาะกับการเข้ามาควบคุมวง DREAMGIRL ของเคอร์ติส ทำให้เจฟฟี่ต้องเปลี่ยนตำแหน่งเป็นแค่คอรัส โดยให้ดีน่า(เดิมทีเป็นคอรัส)ผันตัวเองมาเป็นนักร้องนำ เพราะเคอร์ติสมองว่าดีน่า หุ่นดี สวย เซ็กซี่ แม้เสียงอาจจะเทียบเจฟฟี่ไม่ได้ แต่เขาตระหนักดีว่าสิ่งใดสามารถสร้างเงินแก่เขาได้